RSS

ตอนที่2

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 28, 2012 in Uncategorized

 

ข้อสอบ Entrance คณิต

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 28, 2012 in Uncategorized

 

มุมโอลิมปิก

 
 
 
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 28, 2012 in Uncategorized

 

เซต2

 
 
 
 
 
 

หน้าที่แล้ว

 
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 28, 2012 in Uncategorized

 

เซต

 
 
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 28, 2012 in Uncategorized

 

ทฤษฎีจำนวนเบื้องต้น

 

การหารลงตัว

  บทนิยาม

กำหนด a, b เป็นจำนวนเต็มใดๆ โดยที่ b ≠ 0
b หาร a ลงตัว ก็ต่อเมื่อ มีจำนวนเต็ม n ที่ทำให้ a = bn
และเขียนแทน “b หาร a ลงตัว” ได้ด้วยสัญลักษณ์ b | a

       จากบทนิยาม ถ้า b หาร a ไม่ลงตัว แสดงว่าไม่มีจำนวนเต็ม n ที่ทำให้ a = bn และ เขียนแทน “b หาร a ไม่ลงตัว” ได้ด้วยสัญลักษณ์ b † a
  ตัวอย่างเช่น 3 | 9 เพราะมี n = 3 ที่ทำให้  9 = 3n
   

-5 | 10 เพราะมี n = -2 ที่ทำให้ 10 = +5n

   

6 | 0 เพราะมี n = 0 ที่ทำให้ 0 = 6n

 

สมบัติการหารลงตัว

  ทฤษฎีบทที่ 1

กำหนด a, b, c เป็นจำนวนเต็มใดๆ
ถ้า a | b และ b | c แล้วจะได้ a | c

   

 

  ทฤษฎีบทที่ 2

กำหนด a, b เป็นจำนวนเต็มบวก
ถ้า a | b แล้วจะได้ a ≤ b

   

 

  ทฤษฎีบทที่ 3

กำหนด a, b, c เป็นจำนวนเต็มใดๆ
ถ้า a | b และ b | c แล้วจะได้ a | bx + cy
เมื่อ x, y เป็นจำนวนเต็มใดๆ

 

การจำแนกจำนวนเต็มบวกโดยใช้สมบัติการหารลงตัว

1.จำนวนเฉพาะ (Prime Numbers)

 

บทนิยาม

จำนวนเต็ม  p จะเป็นจำนวนเฉพาะ ก็ต่อเมื่อ p ≠ 0, p ≠ 1, p ≠ -1 และถ้ามีจำนวนเต็มที่หาร p ลงตัว จำนวนเต็มนั้นต้องเป็นสมาชิกของ {-1, 1, p, -p}

         

2.จำนวนประกอบ (Composite Numbers)

  บทนิยาม

จำนวนเต็ม c เป็นจำนวนเต็มบวกที่มากกว่า 1 จะเป็นจำนวนประกอบ ก็ต่อเมื่อ c ไม่ใช่จำนวนเฉพาะ

 

       นั่นคือสำหรับจำนวนเต็มบวก c ใดๆ c จะเป็นจำนวนประกอบ ก็ต่อเมื่อ มีจำนวนเต็ม m และ n ที่ต่างจาก c ที่ทำให้ c = mn

         
  ตัวอย่างเช่น      
 

       จำนวนที่หาร 2 ลงตัว ได้แก่ {-1, 1, 2, -2} ∴ 2 เป็นจำนวนเฉพาะ
       จำนวนที่หาร 3 ลงตัว ได้แก่ {-1, 1, 3, -3} ∴ 3 เป็นจำนวนเฉพาะ
       จำนวนที่หาร 4 ลงตัว ได้แก่ {-4, -2, -1, 1, 2, 4} ∴ 4 ไม่เป็นจำนวนเฉพาะ

         

• ขั้นตอนวิธีการหาร

 

ถ้า a และ b เป็นจำนวนเต็ม โดยที่ b ≠ 0 แล้วจะมี q และ r ซึ่งเป็นจำนวนเต็มที่ทำให้
                     a = bq + r เมื่อ 0 r |b|
นั่นคือ a เป็นตัวตั้งหารด้วย b ได้ผลหารคือ q และเศษ r

         
  ตัวอย่างที่ 1 กำหนด a = 48, b = 7 จงหา q และ r
    เขียนให้อยู่ในรูป a = bq + r  
     

48 = 7 × 6 +6

 
   
   
q = 6 และ r = 6  
         
• ตัวหารร่วม
  ตัวหารร่วม
 

     กำหนด a และ b เป็นจำนวนเต็มที่ไม่เป็นศูนย์ เรียกจำนวนเต็ม c
     ซึ่ง c | a และ c | b ว่าเป็น “ตัวหารร่วม” ของ a และ b

  ตัวหารร่วมมาก
 

     กำหนด a และ b เป็นจำนวนเต็มที่ไม่เป็นศูนย์พร้อมกัน เรียกจำนวนเต็มบวก d ที่มีค่ามากที่สุด ซึ่ง d | a และ d | b ว่าเป็น “ตัวหารร่วมมาก” (ห.ร.ม.) ของ a และ b เขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ (a, b)

  ตัวอย่างเช่น จงหา ห.ร.ม. ของ 36 และ 48
  วิธีทำ ตัวหารร่วมของ 36 ได้แก่ ±1, ±2, ±3, ±4, ±6, ±9, ±12, ±18, ±36
    ตัวหารร่วมของ 48 ได้แก่ ±1, ±2, ±3, ±4, ±6, ±8, ±12, ±16, ±24, ±48
 
 
ตัวหารร่วมที่เป็นบวกของ 36 และ 48 ได้แก่ 1, 2, 3, 4, 6, 12
 
 
ตัวหารร่วมที่เป็นบวกของ 36 และ 48 ที่มีค่ามากที่สุด คือ12
    นั่นคือ ห.ร.ม. ของ 36 และ 48 คือ 12
         
การหาตัวหารร่วมมากโดยใช้ขั้นตอนวิธีของยุคลิด
 
  ตัวอย่างเช่น จงหา ห.ร.ม. ของ 36 และ 48
  วิธีทำ
 

     ในที่นี้ rk = 12
     ดังนั้น ห.ร.ม. ของ 36 และ 48 คือ 12

         
จำนวนเฉพาะสัมพัทธ์
  บทนิยาม

  จำนวนเต็ม a และ b จะเป็นจำนวนเฉพาะสัมพัทธ์กันก็ต่อเมื่อ (a, b) = 1

         
• ตัวคูณร่วมน้อย
  ตัวคูณร่วมน้อย
 

  กำหนด a และ b เป็นจำนวนเต็มที่ไม่เป็นศูนย์ เรียกจำนวนเต็มบวก c ที่มีค่าน้อยที่สุด ซึ่ง a | c และ b | c ว่าเป็น “ตัวคูณร่วมน้อย” (ค.ร.น.) ของ a และ b เขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ [a, b]

  ตัวอย่างเช่น จงหา ค.ร.น. ของ 36 และ 24
  วิธีทำ พหุคูณที่เป็นบวกของ 36 ได้แก่ 36, 72, 108, 144, …
 
 
พหุคูณที่เป็นบวกของ 24 ได้แก่ 24, 48, 72, 96, 120, 144, …
 
 
พหุคูณร่วมที่เป็นบวกของ 36 และ 24 ได้แก่ 72, 144, …
    พหุคูณร่วมที่เป็นบวกของ 36 และ 24 ที่มีค่าน้อยที่สุด คือ 72
    นั่นคือ ค.ร.น. ของ 36 และ 24 คือ 72
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 28, 2012 in Uncategorized

 

สัจพจน์ความบริบูรณ์

 

       สัจพจน์ความบริบูรณ์ หรือสัจพจน์การมีค่าขอบเขตบนน้อยสุด (Least upper bound axiom)
บทนิยาม ถ้า S เป็นสับเซตของ R
  S จะมีขอบเขตบนก็ต่อเมื่อ มีจำนวนจริง a ที่ทำให้ x ≤ a
  สำหรับจำนวนจริง x ทุกตัวใน S เรียกจำนวนจริง a นี้ว่า “ขอบเขตบนของ S”
   
บทนิยาม ถ้า S เป็นสับเซตของ R
  a จะเป็นขอบเขตบนน้อยสุดของ S ก็ต่อเมื่อ
  1. a เป็นขอบเขตบนของ S
  2. ถ้า b เป็นขอบเขตบนของ S แล้วจะได้ว่า a ≤ b
   
สัจพจน์การมีค่าขอบเขตบนน้อยสุด
       ถ้า S เป็นสับเซตของ R โดยที่ S ≠ Ø และ S มีขอบเขตบนแล้ว S จะมีค่าขอบเขตบนน้อยสุด
——————————————————————-
ตัวอย่างที่ 1 ให้ S เท่ากับช่วงปิด [1, 6]
  จะได้ว่า 6 และจำนวนจริงทุกตัวที่มากกว่า 6 เป็นขอบเขตบนของ S และขอบเขตบนน้อยสุดคือ 6
——————————————————————-
 
ตัวอย่างที่ 2 ให้ S เท่ากับช่วงเปิด (2, 7)
  จะได้ว่า 7 และจำนวนจริงทุกตัวที่มากกว่า 7 เป็นขอบเขตบนของ S และขอบเขตบนน้อยสุดคือ 7
——————————————————————-
ตัวอย่างที่ 3 ให้ S = {1, 0, 3, 5, 4}
  จะได้ว่า 5 และจำนวนจริงทุกตัวที่มากกว่า 5 เป็นขอบเขตบนของ S และขอบเขตบนน้อยสุดคือ 5
——————————————————————-
ตัวอย่างที่ 4 ให้ S = [-2, ∞]
  จะได้ว่า S ไม่มีขอบเขตบน
——————————————————————-
ตัวอย่างที่ 5 ให้ S ≠ Ø
  จะได้ว่า จำนวนจริงทุกจำนวนเป็นค่าขอบเขตบนของ S ดังนั้นเซตว่างจึงไม่มีขอบเขตบนน้อยสุด
 
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 28, 2012 in Uncategorized

 
 
%d bloggers like this: